Home Sitemap Login Help Comments

Diary Of Us

Everyone can have their own personal diary on the Internet

Everyone can have their own personal diary on the Internet


User: 
Search: 
Date: 


Pag.:

17/4/2017
26/3/2017
21/3/2017
18/2/2017
12/2/2017
18/1/2017
9/1/2017
23/12/2016
3/10/2016
11/9/2016
15/8/2016
13/8/2016
30/7/2016
22/7/2016
21/7/2016
15/7/2016
18/6/2016
11/6/2016
8/6/2016
3/6/2016

Pag.:

Click to URL for copy link [ http://www.diary-of-us.com/DiaryPage/diary_1883.asp ]  Page view: 10.769 Time
Country United States 10276 Peaple
10.276
Country Anonymous Proxy 114 Peaple
114
Country Thailand 101 Peaple
101
Country China 82 Peaple
82
Country United Kingdom 53 Peaple
53
Country Italy 32 Peaple
32
Country Germany 21 Peaple
21
Country Hong Kong 10 Peaple
10
Country Denmark 9 Peaple
9
Country Cambodia 9 Peaple
9
Country Asia/Pacific Region 8 Peaple
8
Country France 6 Peaple
6
Country Norway 6 Peaple
6
Country Sweden 6 Peaple
6
Country Australia 5 Peaple
5
Country Belgium 4 Peaple
4
Country Netherlands 4 Peaple
4
Country Portugal 4 Peaple
4
Country Ukraine 4 Peaple
4
Country Japan 3 Peaple
3
Country Canada 3 Peaple
3
Country Austria 2 Peaple
2
Country Switzerland 2 Peaple
2
Country Singapore 1 Peaple
1
Country Estonia 1 Peaple
1
Country New Caledonia 1 Peaple
1
Country New Zealand 1 Peaple
1
Country Israel 1 Peaple
1
  RSS
RSS

Kangi 31/12/2012 
Rome Trip Part I: Sant. Pietro, Vaticano 


 26-27 December 2012

Rome,Italy
อุณภูมิ 14 องศาเซลเซียส
ช่วงเช้าหมอกหนา บ่ายแดดอ่อนๆ

 หลังจากฉลองคริสมาสต์กับครอบครัวในวันที่ 25 เหมือนเช่นทุกปี
วันที่ 26 ก็เป็นวันหยุดต่อเนื่อง แถมที่รักได้หยุดยาว 5 วันติดต่อกัน
แต่ไม่ได้แพลนว่าจะเดินทางไปไหน 

แต่ชีพจรลงเท้าแบบเราสองคนก็อยู่ติดบ้านไม่ได้
จากตอนแรกกะว่าจะไปซื้อน้ำดื่มที่ Le befane แล้วกลับมานอนพักผ่อนที่บ้าน
แต่พอเห็น Le befane ปิดเปิดให้บริการอีกทีช่วงบ่ายถึงค่ำ
เลยเปลี่ยนใจขับรถกันไปเรื่อยๆ จนขึ้นมอเตอร์เวย์แล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะไปไหนกัน
แต่ก็เลือกที่จะเดินทางไปทางใต้ของเมืองเรา เพราะยังงัยอากาศก็คงอุ่นกว่าบ้านเราเยอะ
ตอนแรกคิดว่าที่รักจะไปเมืองใกล้ๆ ไม่เกิน 200 กิโลเมตร
ที่ไหนได้พอขับไปได้สักพักกลับบอกว่าไปโรมกันดีกว่า

 เราถึงกับหันขวับไปถามที่รักว่า "จริงๆ เหรอ"
ที่รักก็บอกว่า "จริงสิ" แต่เราก็ยังค้านว่าจะได้ไปยังงัย ไม่ได้เตรียมอะไรมาสักอย่าง
โรงแรมที่พักก็ไม่ได้จองล่วงหน้า วันหยุดยาวขนาดนี้คงหาโรงแรมว่างยากน่าดู
โชคดีมีกล้องถ่ายรูปติดรถแต่ก็แทบไม่มีแบตเตอรี่ ที่ชาร์จก็ไม่มีมี
เสื้อผ้า เข้าของเครื่องใช้ก็ไม่มีสักอย่าง
ที่รักบอกว่าไปหาซื้อเอาข้างหน้า แล้ววันนั้นก็ขับรถกัน 5 ชั่วโมง
กับระยะทาง 500 กว่ากิโลเมตร เหนื่อยก้หยุดพักบ้างไรบ้าง
 


วิวระหว่างเดินทาง

บ่ายสามนิดๆ เราสองคนก็เดินทางมาถึงกรุงโรม
มาถึงโชคไม่ค่อยดีท้องฟ้าขาวโพลนแถมพระอาทิตย์ก็ใกล้ตกดินเต็มที
มาถึงก็หิวโซแวะร้านอาหารติดกับโคลอสเซี่ยมหาอะไรทานกันก่อนเลย
ที่รักทานขนมปัง คาปูชิโน่ ส่วนเราขอทานเบาๆ กับสลัดไก่
เพราะระหว่างเดินทาง ทานแต่ของอ้วนๆ เลี่ยนๆมาตลอดทาง
แต่ราคาอาหาร เครื่องดื่มที่นี่ทำเอาเราสองคนกระเป๋าแห้งไปเลย
แค่คาปูชิโน่ก้แก้วล่ะ 5 ยูโร น้ำดื่มแก้วล่ะ 3 ยูโร
จะขูดเลือดขูดเนื้อกันไปถึงไหน เข้าใจว่าเมืองท่องเที่ยว แต่ก็ไม่น่าจะแพงจนเกินเหตุ



โคลอสเซี่่ยมในวันที่ฟ้าไม่ค่อยสดใสนัก



เดินทางมาไกลหน้าซีดมาก




วันนี้เราไม่ได้เดินลงไปด้านล่างของโคลอสเซี่ยม
เพราะมากรุงโรมทุกปีก็มาเที่ยวที่นี่ตลอดอยากไปเที่ยวที่อื่นบ้าง
อีกอย่างในช่วงคริสมาสต์แบบนี้กรุงโรมถูกประดับประดาด้วยไฟสวยๆ
บนถนนแทบทุกสาย เลยกะว่าจะไปดูไฟสวยๆ ยามค่ำคืนดีกว่า
แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่คิด ขับรถไปที่ไหนก็มีตำรวจกั้นไม่ให้เข้าตลอด
ที่สำคัญคือหาที่จอดรถไม่ได้เลย บางทีต้องวนหาอยู่หลายสิบรอบ
เหนื่อยจนท้อแทบไม่อยากเที่ยวต่อ แต่ก็ยังดีที่หาที่จอดรถไม่ไกลจาก 
Fontana di Trevi ได้ แต่ก็ต้องเดินเกือบหนึ่งกิโลเมตรกว่าจะถึงน้ำพุ

จริงๆ ที่นี่เราก็มาเที่ยวแล้วถึงสองครั้ง
มาโยนเหรียญตามความเชื่อ แล้วก็ได้กลับมากรุงโรมอีกครั้งจริงๆ
แต่ที่รักชอบพูดว่ามันเป็นแค่ความเชื่อ เพราะยังงัยเราสองคนก็มาเที่ยวกรุงโรมทุกปี
อย่างน้อยปีละหน อาจจะต่างฤดูกาลไปบ้างก็เท่านั้นเอง


Fontana di Trevi ยามค่ำคืน


ปกติเคยมาแต่ช่วงกลางวัน กลางคืนก็สวยงามไปอีกแบบ


แต่ไม่สนุกก็ตรงที่คนล้านแปดแทบเหยียบกันตายนี่ล่ะ


มาเดินเล่นที่ไหนสักแห่งจำชื่อไม่ได้


ต้นคริสมาสต์หมุนได้สวยดี

หลังจากออกจาก Fontana di Trevi
ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปเที่ยวดูสถานที่สำคัญๆ ของกรุงโรมยามค่ำคืน
แต่ตลอดการเดินทางรถก็ติดอย่างหนัก เสียเวลามาก
เราเห็นเริ่มดึกก็เลยชวนที่รักไปหาโรงแรมที่พักกันก่อนดีกว่า
พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ตอนแรกที่รักมั่นใจนักมั่นใจหนาว่าต้องหาโรงแรมในกรุงโรมได้
แต่พอเอาเข้าจริงๆ ไปโรงแรมไหนก็เต็มเกือบหมด
ถึงไม่เต็มก็ไม่มีที่จอดรถ ซึ่งลำบากกับคนนำรถมาด้วยอย่างเราสองคนเป็นที่สุด

จนดึกจนดื่นก็ไม่สามารถหาโรงแรมที่เหมาะกับเราสองคนได้
สุดท้ายเลยต้องเดินทางไป Ostia เมืองไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงโรม
ประมาณ 30 กว่ากิโลเมตร มากรุงโรมครั้งล่าสุดเราก็มาพักกันที่นี่

มาถึง Ostia ก็ไปยังโรงแรมที่พักติดกับริมทะเล
ราคาห้องพักช่วงหน้าหนาวแบบนี้คืนละ 70 ยูโร เป็นแค่ห้องเล็กๆ
มีแค่ห้องนอนกับห้องน้ำเท่านั้น มารอบนี้ไม่ได้ถ่ายรูปโรงแรมไว้เลย
เพราะกลัวแบตเตอรี่หมดซะก่อน ไม่งั้นพรุ่งนี้แย่แน่ๆ

จองโรงแรมเรียบร้อยก็แวะไปทานอาหารที่ร้าน Old Wild West
มาที่นี่ทีไรต้องทางร้านนี้ตลอด แล้วก็กลับมานอนพัก
อาบน้ำเสร็จเสื้อผ้าก็ไม่มีให้เปลี่ยน โฟมล้างหน้าก้ไม่มี
แปรงสีฟันก็ต้องซื้อจากตู้อัตโนมัติในโรงแรม ที่สำคัญครีมทาหน้าไม่มีเลยสักอย่าง
ดึกดื่นค่ำคืนขนาดนี้ แถมเป็นวันหยุดไม่มีร้านไหนปิดให้บริการ
เป็นอะไรที่ทรมานมาก นี่ล่ะนะมาแบบไม่มีการวางแผน

เช้าวันพฤหัสบดีที่ 27 ตื่นมาทานอาหารเช้าแบบง่ายๆในล็อบบี้ของโรงแรม
ที่รักหิวมากดื่มกาแฟไปสองแก้ว ส่วนเราด้วยความที่นอนไม่หลับทั้งคืน
แทบไม่อยากทานอะไรเลยด้วยซ้ำ

เช็คเอ๊าส์ออกจากโรงแรมเรียบร้อยก็มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงโรม
เพราะวันนี้เรามีสถานที่สำคัญที่เราตั้งใจไว้นานมากว่าจะต้องไปเยือนให้ได้
ที่รักพาเรามากรุงโรมคราวนี้ก็เพื่อสิ่งนี้ล่ะ แต่ตลอดการเดินทางหมอกขาวโพลนไปทั่ว
แทบมองไม่เห็นอะไรเลย ขนาดเข้ามาถึงกรุงโรมเรียบร้อยแล้ว
หมอกก็ยังปกคลุมไปทั่ว ทำเอาเราเซ็งนิดๆ จากที่ตั้งใจว่าจะมาเก็บภาพสวยๆ
เหมือนทุกครั้งที่มากรุงโรม กลับไม่เป็นไปตามคาด

แต่อย่างน้อยเราสองคนก็มาถึงสถานที่ที่เราตั้งใจมาเยือนคราวนี้
นั่นก็คือ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์  นั่นเอง 

จริงๆ เราสองคนก็มาที่นี่ถึงสองครั้ง
แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้เข้าไปเยือนภายในเลยสักครั้ง
รอบแรกเมื่อ 4 ปีก่อน มาถึงก็ปิดให้เข้าชม ส่วนครั้งที่สองคือปีที่แล้ว
เราเพิ่งผ่าตัดมาใหม่ๆ ต่อแถวหลายชั่วโมงไม่ไหว เลยพลาดโอกาสเข้าไปชมความงามด้านใน
แต่ก็ตั้งใจมาตลอดว่าสักวันจะกลับมาใหม่ให้ได้ ที่รักอยากให้ความตั้งใจเราเป็นจริง
อีกอย่างเป็นครั้งแรกของที่รักที่จะได้เข้าไปชมความงามของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์เช่นกัน

ขนาดมาถึงอากาศที่นี่แย่มากถึงมากที่สุด
หมอกขาวโพลนปกคลุมไปทั่ว แถมอากาศก็หนาวเย็นอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน
แต่ยังงัยวันนี้ก็ต้องเข้าไปด้านในให้ได้
โชคดีเรามาถึงเช้าหน่อยนักท่องเที่ยวยังไม่ถึงกับต่อแถวยาวหลายกิโลเมตรเหมือนที่ผ่านมา
ต่อแถวไม่นานก็ได้เข้าไปด้านใน


ลานด้านหน้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์


ขาวโพลนไปทั่ว


ทางเข้าปฎิมณฑลมีสามประตู 


เดินผ่านประตูเข้าไปถึงกับตะลึงกับความใหญ่โตอลังการ
และความสวยงามของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
ขนาดเราไม่ได้เป็นคริสเตียนยังตื่นเต้นเอามากๆ ส่วนที่รักไม่ต้องพูดถึง
ขนาดไม่แสดงออกแต่เราก็รับรู้ได้ ยิ่งได้มาเยือนในช่วงเทศกาลสำคัญแบบนี้ด้วย


ใหญ่โต อลังการ


มองทางไหนก็สวยงามไปหมด


ทึ่งกับสถาปัตยกรรม


ไม่รู้ว่าคนสมัยก่อนสร้างขึ้นมาได้อย่างไร


ทั่วมหาวิหารเต็มไปด้วยเทวดาตัวน้อย


ที่รักถ่ายให้เบลอตลอด


ปีเอต้า โดย มิเกลันเจโล


"Cathedra Petri" และ "Gloria" โดย แบร์นินี


ยอดโดมอันสวยงาม 


"Cathedra Petri" และ "Gloria" โดย แบร์นินี


มีการจัดซุ้มเกี่ยวกับกำเนิดพระเยซูคริสต์

หลายครั้งที่อ่านข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตตั้งใจว่าจะมาดูสถาปัตยกรรมสวยๆ
กับปฎิมากรรมอันสวยงามและสำคัญของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์คิดว่ามันสวยงามมาก
แต่วันนี้เราสองคนได้มาเห็นด้วยตาตัวเองเลยได้รู้ว่ามันช่างสวยงามมากกว่าคำร่ำลือ
ร้อยเท่าพันเท่า มิน่าล่ะใครๆ ชอบบอกว่า "ครั้งหนึ่งในชีวิต ขอให้มีโอกาสมาเยือนที่นี่"







ครั้งหนึ่งในชีวิต

นอกจากความตั้งใจที่จะเข้ามาชมความความด้านในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
สิ่งหนึ่งที่เราตั้งใจมานานนั่นก็คือการได้ขึ้นไปยังจุดสูงสุดของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
ขนาดรู้ทั้งรู้ว่าต้องเดินขึ้นบันไดนับร้อยนับพันกว่าจะถึงจุดสูงสุด 
แต่อะไรที่เราตั้งใจไว้เราต้องทำให้ได้

ในที่สุดเราก็เดินขึ้นมาถึงชั้น 3 ของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
ซึ่งจากจุดนี้สามารถมองลงไปยังห้องโถงสำหรับทำพิธีด้านล่าง แต่ค่อนข้าง ลำบากในการถ่ายรูป
เพราะถูกกั้นด้วยกรงเหล็กรอบทางเดิน เพื่อความปลอดภัย 


ลวดลายบนผนังรอบทางเดิน


มองเห็นลวดลายบนยอดโดมชัดขึ้น 


จากด้านบนมองไปยังห้องโถงทำพิธีด้านล่าง

จากทางเดินโดยรอบมีบันไดเล็กๆ ให้เดินขึ้นไปยังจุดสูงสุดของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
นั่นก็คือหลังคาของยอดโดมนั่นเอง เราใฝ่ฝัมานานว่าอยากขึ้นไปชมวิวสวยๆ
เหมือนที่หลายคนเคยขึ้นไปมาก่อนหน้า แต่กว่าจะเดินขึ้นไปถึงทั้งบันไดเล็กๆ แคบๆนับร้อย
ทำเอาเหนื่อยหอบ นักท่องเที่ยวหลายคนต่างพากันหยุดพักเป็นระยะๆ
ส่วนเราไม่ยอมหยุดพัก ตื่นเต้นอยากขึ้นไปให้ถึงเร็วๆ 


บันไดวนเล็กๆ แคบๆ แทบไม่มีอากาศหายใจ

แต่พอขึ้นไปถึงจุดสูงสุดถึงกับเซ็งเพราะวันนี้หมอกหนาปกคลุมไปทั่ว
มองไม่เห็นวิวด้านล่างแม้แต่น้อยนิด นักท่องเที่ยวหลายคนที่ขึ้นมาก่อนหน้าต่างบ่นอุบ
แถมหลายคนกต่างพากันนั่งรอเผื่อฟ้าจะเปิด ได้เห็นวิวสวยสมดั่งที่ตั้งใจ 


ทางเดินโดยรอบ มองไปทางไหนเห็นแต่หมอกขาวโพลน

หลังจากรออยู่สักพักก็ไม่เห็นว่าหมอกขาวๆ จะหายไปเลยสักนิด
เลยตัดสินใจเลยกลับมาด้านล่างแบบเซ็งๆ บุญมีแต่กรรมบังจริงๆ
มีโอกาสขึ้นมาถึงจุดสูงสุดแต่ก็ไม่มีโอกาสเห็นวิวสวยๆ ดั่งที่ตั้งใจไว้แต่แรก 


ลานด้านบนชั้น 3 ของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์

ให้รู้ว่ามาถึงแล้วนะ

ไดเริ่มยาวเหยียด เดี๋ยวไดอารี่หน้าพาไปเที่ยวกรุงโรมกันต่อนะจ๊ะ 





New entry diary:


Old entry Diary:

Like diary

Facebook
Private comment...to leave a comment press thebelow...


ไปเที่ยวแบบนี้ตื่นเต้นดีค่ะ  อยู่เมืองหนาวก็ดีตรงไม่กลัวเหม็นเหงื่อกี่วันก็ใส่ไปเถอะค่ะ อิอิอิ .... แต่คนเยอะเนอะแทบจะเหยียบกันตายอย่างน้องมีนว่านั้นแหละ 

maita
 02/01/2013 19:26:00

สวัสดีค่ะน้องมีน

ห่างหายไปนานเลย แต่ยังคิดถึงสม่ำเสมอนะคะ มาคราวนี้โชคดีจังได้ตามน้องมีนไปเที่ยวด้วย รอไปเที่ยวกรุงโรมนะ

คิดถึงมากๆค่ะ 

FooN
 31/12/2012 05:28:00

oggi è il 31/12
domani non è 1/1/2013
ma 32/12/2012 this year have extended year 

G
 31/12/2012 02:14:00

ตามมาเที่ยวโรมจ้าน้องมีน เห็นรูปในเฟสบุ๊คสวยๆ ทั้งน้าน มาอ่านภาคละเอียดในนี้ต่อมหาวิหารเซ็นต์ปิเตอร์นี่ดูกี่รอบๆ ก็ขลังนะคะ ไม่รู้พี่จะมีโอกาสได้กลับไปเยือนหรือเปล่า คิดถึง ชาวววว
ปล.แฮปปี้นิวเยียร์นะจ๊ะ ล่วงหน้านิดหน่อย^_^

พี่ปุ๋ย
 30/12/2012 21:19:00