Home Sitemap Login Help Comments

Diary Of Us

Everyone can have their own personal diary on the Internet

Everyone can have their own personal diary on the Internet


User: 
Search: 
Date: 


Pag.:

22/11/2017
10/11/2017
29/10/2017
12/10/2017
6/10/2017
6/9/2017
17/4/2017
26/3/2017
21/3/2017
18/2/2017
12/2/2017
18/1/2017
9/1/2017
23/12/2016
3/10/2016
11/9/2016
15/8/2016
13/8/2016
30/7/2016
22/7/2016

Pag.:

Click to URL for copy link [ http://www.diary-of-us.com/DiaryPage/diary_1914.asp ]  Page view: 18.599 Time
Country United States 17660 Peaple
17.660
Country Thailand 269 Peaple
269
Country Anonymous Proxy 197 Peaple
197
Country China 146 Peaple
146
Country Italy 94 Peaple
94
Country United Kingdom 52 Peaple
52
Country Germany 41 Peaple
41
Country Australia 34 Peaple
34
Country Asia/Pacific Region 13 Peaple
13
Country Japan 12 Peaple
12
Country Netherlands 10 Peaple
10
Country Sweden 9 Peaple
9
Country Austria 7 Peaple
7
Country Norway 6 Peaple
6
Country Ukraine 6 Peaple
6
Country Portugal 5 Peaple
5
Country Vietnam 5 Peaple
5
Country Belgium 5 Peaple
5
Country Denmark 5 Peaple
5
Country France 4 Peaple
4
Country Switzerland 4 Peaple
4
Country Spain 2 Peaple
2
Country Qatar 2 Peaple
2
Country Canada 2 Peaple
2
Country Luxembourg 2 Peaple
2
Country Moldova - Republic of 2 Peaple
2
Country Poland 1 Peaple
1
Country Hungary 1 Peaple
1
Country Israel 1 Peaple
1
Country Egypt 1 Peaple
1
Country Slovenia 1 Peaple
1
  RSS
RSS

Kangi 22/02/2013 
เที่ยว Sirmione, Lake Garda 


Saturday, 16 February 2013

Sirmione ,Italy

อุณภูมิ 10 องศาเซลเซียส
แดดจ้าตลอดทั้งวัน

ไดอารี่ก่อนหน้าแอบพาไปหมวดเข้าครัวแบบไม่ได้ตั้งใจ
ไดอารี่นี้ขอพากลับมาหมวดท่องเที่ยวกันต่อ
หลังจากส่งท้ายไดอารี่ก่อนหน้าโน้นเราสองคนเห็นอากาศเริ่มดีขึ้น
เลยเปลี่ยนใจขับรถลงมาเมืองทางใต้ของทะเลสาปการ์ด้า

เมืองที่เราสองคนตั้งใจมาเที่ยวคราวนี้ก็คือ Sirmione
Sirmione เป็นเมืองเก่าแก่อายุนับ 2000 พันปี
เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าสวยและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด
ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแหลมยื่นเข้าไปในทะเลสาป 
ดังนั้น Sirmione จึงถูกล้อมรอบด้วยทะเลสาปทั้งสองด้าน
ถึงแม้ Sirmione จะเป็นแค่เมืองเล็กๆ แต่ก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี
เราสองคนก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน ถึงแม้จะเคยมาเยือนหลายครั้ง
แต่ก็มาเยือนในฤดูกาลที่แตกต่างกันออกไป
บรรยากาศและความรู้สึกที่ได้ก้แตกต่างกันไปด้วย


บรรยากาศด้านหน้า


ด้านหลังเป็นโรงแรม

ก่อนศตวรรษที่ 15  Sirmione อยู่ภายใต้การปกครองของเมืองเวนิส
หรือจะเรียกได้ว่าเป็นอาณาบริเวณหนึ่งของเมืองเวนิสนั่นเอง
เพราะสมัยนั้นเมืองต่างๆ ในประเทศอิตาลียังไม่ได้รวมตัวกัน
ต่างเป็นเอกเทศปกครองกันเอง แถมมีการทำสงครามเพื่อแย่งชิงเมือง 
Sirmione เลยเป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน
ที่สำคัญมีหลักฐานและร่องรอยทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคสมัยโรมัน
ทั้งกำแพงเมืองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันสงคราม หรือแม้กระทั่งโรมันวิลล่า
ซึ่งเราจะพาไปเยือนในตอนท้ายไดอารี่ 


บรรยากาศดีมาก


น้ำในทะเลสาปเขียว ใส ดั่งมรกต


เป็นหลักฐานว่ามาเยือนแล้ว


ด้านหน้าเต็มไปด้วยโรงแรม


ซูมๆ

เป็นครั้งแรกที่เราสองคนมาเที่ยว Sirmione ในช่วงหน้าหนาว
วันนี้เลยไม่มีโอกาสได้ซื้อผลไม้จำพวกเบอรี่จากร้านค้าที่วางขายอยู่ด้านหน้าตัวเมือง
เหมือนทุกๆ ครั้งที่เราสองคนมาเที่ยวกัน ไม่มีโอกาสเห็นเรือท่องเที่ยว
แล่นผ่านไปมาเสียงดังกังวาน แต่ก็ได้เห็น Sirmione ในอีกหนึ่งบรรยากาศ
ดูสบายๆ และเงียบสงบ แถมวันนี้อุณหูมิ 10 องศา
ไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไป ทำให้เราสองคนได้เดินชมบรรยากาศแบบสบายๆ 


ปกติใต้ต้นไม้ใหญ่จะมีร้านขายผลไม้ล่ะ


ด้านหน้าประตูทางเข้า


มองเห็นกำแพงเมืองที่ยื่นลงไปในทะลสาป


กำแพงเก่าแก่อายุอานามเกิน 2000 ปี


หน้าร้อนจะเห้นเรือนักท่องเที่ยวแล่นผ่านช่องนี้ตลอดเวลา

Sirmione เป็นแค่เมืองเล็กๆ ที่ภายในเต็มไปด้วยถนนสายแคบๆ
และสองฝั่งเต็มไปด้วยร้านค้า โดยเฉพาะร้านเจลาโต้ที่จะมีให้เลือกทานเต็มไปหมด
แต่ใครที่ไปเยือนก็ต้องระวังเรื่องราคาเจลาโต้ให้ดี
โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ไม่รู้ภาษาอิตาลี ราคาที่ติดป้ายบอกไว้บางครั้งก็ไม่ชัดเจน 
เราโดนมากับตัว ไปซื้อเจลาโต้คนเดียวระหว่างที่ที่รักรอซื้อพิซซ่า
สั่งเจลาโต้ใส่โคน สั่งไปสามร คิดว่าราคาไม่น่าจะเกิน 2.50 ยูโร
เพราะอ่านที่ป้ายคร่าวๆ ก็ราคาประมาณนี้
ซึ่งราคานี้เป็นราคาปกติสำหรับเจลาโต้ในอิตาลี
แต่ที่ไหนได้พอคิดเงินกลับกลายเป็นว่าเจลาโต้ที่เราสั่งไปโคนละ 6 ยูโร
เพราะคิดจากจำนวนรสที่เราเลือกไป ราคาที่ติดป้ายไว้ 2 ยูโรคือเลือกได้หนึ่งรสเท่านั้น
ทำเอาเราเจ็บใจเป็นที่สุด เป็นเจลาโต้ที่แพงที่สุดเท่าที่เราเคยทานมาเลยทีเดียว
แถมรสชาดก้ไม่ได้เลอเลิศเท่ากับเมืองอื่นๆ ที่เราเคยชิมมาสักนิด


บรรยากาศในตัวเมืองในวันที่อากาศดีๆ

เจ็บใจกับการทานเจลาโต้แสนแพง
แต่ที่รักก็บอกว่าอย่าคิดอะไรมาก ถือว่าเป็นประสบการณ์
ต่อไปจะสั่งอะไรทานในสถานที่ท่องเที่ยวแบบนี้ก็ต้องอ่านให้ดี
ถามราคาที่ชัดเจนก่อนสั่ง

อิ่่มจนจุกกับเจลาโต้แสนแพงและพิซซ่าที่ที่รักสั่งมา
ก็มีแรงเดินเที่ยวกันต่อ มาเที่ยวทะเลสาปทั้งทีก็ต้องลงไปเดินริมหาด
สัมผัสน้ำใสๆ เย็นๆ จากทะเลสาปกันเล็กน้อย 


กำแพงเมืองที่ยื่นลงไปในทะเลสาปอีกด้าน


เก็บหินสวยๆ กับน้ำใสๆ มาฝากทุกคนจ้า

Sirmione นอกจากมีชื่อเสียงเรื่องซากปรักหักพัง
ตั้งแต่สมัยยุคโรมัน สิ่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันคือน้ำพุร้อนธรรมชาติที่โผล่มาจากใต้ทะเลสาป
ถูกค้นพบโดยชาวโรมันตั้งแต่เมื่อ 2000 ปีที่ผ่านมา
ชื่อกันว่าเป็นน้ำพุร้อนที่มีอุณหูมิถึง 69 องศาเซลเซียส
และอุดมไปด้วยแร่ธาตุกำมะถัน ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่สำคัญในการใช้รักษาโรคของชาวโรมันในสมัยนั้น
ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่เมืองนี้จะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว
พากันมาอาบน้ำแร่แช่น้ำร้อน โดยที่นี่จะมีสปาเปิดให้บริการอยู่สองที่
แต่เราสองคนไม่ได้เข้าไปใช้บริการ เพราะค่าบริการรายคนแพงมาก
ตกคนละ 150 ยูโรเลยทีเดียว 

ไม่ได้ไปอาบน้ำแร่แช่น้ำร้อนก็ไม่เป็นไร
แค่มาเดินชมบรรยากาศสวยๆ ให้อาหารนกริมทะเลสาปก็เป็นอะไรที่มีความสุขที่สุดแล้วล่ะ
สำหรับเราสองคนไม่ได้เน้นท่องเที่ยวแบบหรูหรา
ออกจะลุยๆ ซะมากกว่าด้วยซ้ำไป 


บรรยากาศริมทะเลสาป นกน้ำเยอะมาก


มีรูปในอดีตให้ดุกันด้วย

เดินเล่นกันริมทะเลสาปจนเพลินเผลอดูเวลาอีกทีปาเข้าไป 4 โมงเย็น
ดีนะวันนี้อากาสดีท้องฟ้าสดใส เราเลยยังมีเวลาไปท่องเที่ยวยังสถานที่สำคัญของเมืองนี้
เรียกว่าถ้ามาไม่ถึงที่นี่ก็เหมือนมาไม่ถึง Sirmione กันทีเดียว
สถานที่ว่านั้นก็คือ Grotte di Catullo นั่นเอง

อย่างที่เกริ่นไว้ในช่วงต้นไดอารี่
ว่าเมืองนี้ในอดีตประมาณ 2000 ปีที่ผ่านมามีชาวโรมันได้มาสร้างบ้านเรือนอาศัยอยู่ที่นี่
จนได้มีการขนานนามว่าโรมันวิลล่า  ถึงแม้จะผ่านมา 2000 กว่าปี
แต่ซากปรักหักพังของโรมันวิลล่าก็ยังคงโดดเด่น เป็นที่ดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง
Grotte di Catullo จะอยู่ทางด้านหลังของเมืองซึ่งติดกับทะเลสาป
หรือจะเรียกได้ว่าเป็นจุดสูงสุดของเมืองนี้ก็ว่าได้

จริงๆ แล้วถ้าอยากเที่ยวให้สนุก เราต้องแวะไปชมเรื่องราวประวัติความเป็นมา
ที่พิพิธภัณฑ์ซึ่งตั้งอยู่ด้านล่างกันก่อน แต่เราสองคนไม่มีเวลามากนัก
เพราะอีกไม่ถึงสองชั่วโมงพระอาทิตย์ก็จะลาลับขอบฟ้าล่ะ
เลยรีบมุ่งหน้าไปยัง Grotte di Catullo เลยทีเดียว 

สำหรับตั๋วเข้าชมด้านใน Grotte di Catullo ก็ไม่แพงเลยสักนิด
ตกคนละ 4 ยูโร หรือประมาณ 160 บาทเท่านั้น
สำหรับถือว่าคุ้มมากๆ กับการได้เห็นโรมันวิลล่า ที่มีอายุมากกว่า 2000 ปี
ถึงแม้จะเป็นแค่ซากปรักหักพัง แต่ก็บางอย่างก็ยังคงความสวยงามให้เห็นอย่างเด่นชัด
โดยเฉพาะโครงสร้างและความอลังการ 


โครงสร้างส่วนใหญ่คือหินขนาดใหญ่


ถ่ายรูปก่อน


พร้อมลุยต่อ

Grotte di Catullo หรือโรมันวิลล่า จากรูปเดิมเป็นปราสาท
ที่ถูกสร้างขึ้นในลักษณะ 3 ชั้น แต่ละชั้นก็จะมีห้องเล็กห้องน้อย และมีบันไดสำหรับเชื่อมต่อแต่ละชั้น
โครงสร้างส่วนใหญ่เป็นหินขนาดใหญ่ มีข้าวของเครื่องใช้ของชาวโรมัน
หลงเหลือให้เห็นอยู่บ้าง แต่เรามีเวลาไม่มากเลยไม่ได้ถ่ายรูปมาอย่างละเอียด
เพราะแต่ละจุดต้องใช้เวลาในการเดินชม  


ร่องรอยที่เหลืออยู่


มีแต่หินขนาดใหญ่


พังไปเยอะจนมองไม่ออกว่าคืออะไร


ประตูทางขึ้นใหญ่โตอลังการมาก

กว่าจะเดินชมซากปรักหักพังครบทั้งสามชั้นเล่นเอาเหนื่อยหอบเช่นกัน
แถมโรมันวิลล่าแห่งนี้ก็มีอาณาบริเวณค่อนข้างกว้าง
แต่เราชอบบรรยากาศที่นี่สุด เพราะขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุดของโรมันวิลล่า
เราจะมองเห็นวิวทะเลสาปการ์ด้ากว้างสุดลูกหูลูกตากันเลยทีเดียว
ถึงแม้วันนี้อากาศจะไม่เป็นใจนัก มีหมอกขาวมาปกคลุม
ทำให้มองเห็นภูเขาไกลๆ ที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวๆ แค่เพียงลางๆ
แต่ได้บรรยากาศแบบโรแมนติกสุดๆ เราเลยเดินเล่นได้โดยไม่เบื่อเลยสักนิด 


ใหญ่โตอลังการ


ทางเดินบนชั้น 3


วิวสวยๆ ด้านบนชอบมาก


ลานโล่งให้เดินชมวิวโดยรอบ


Sunset @ Sirmione

หกโมงเย็นพระอาทิตย์ตกดิน เราสองคนก็พากันเดินทางกลับบ้าน
ตลอดทางที่รักก็พูดไม่หยุดว่าวันนี้มีความสุขที่สุดที่ได้มาเที่ยวที่นี่
หลังจากเครียดๆ กันมาหลายวัน

ส่วนเราก็รู้สึกไม่ได้แตกต่างจากที่รักเลยสักนิด
ต้องขอบคุณที่รักที่พามาฉลองครบรอบแต่งงานกับวาเลนไทน์ที่นี่
ถึงแม้จะเป็นทริปสั้นๆ แต่ก็ทำให้เรารู้สึกสบายใจและมีความสุขที่สุด 

............................

อัพเดทเรื่องคู่่กรณีเล็กน้อยเผื่อพี่ๆ เพื่อนๆรอฟังอยู่
หลังจากเมื่อวานมามี๊ได้นำวีดีดอไปยื่นกับทางตำรวจ ปรากฎว่าทางตำรวจไม่รับ
และบอกให้ทางเรามาพูดคุยเจรจากันเอง เพราะบอกว่าเป็นคดีธรรมดา
ไม่ถึงกับทำร้ายหรือฆ่ากันตาย

พอตำรวจไม่รับเรื่องไม่ออกใบแจ้งความให้ 
ทางทนายที่เราไปติดต่อไว้ก็บอกว่าไม่สามารถดำเนินการฟ้องศาลต่อได้
เพราะตามกฎหมายอิตาลีคดีแบบนี้ต้องมีใบแจ้งความจากทางตำรวจมายื่นด้วย
สรุปตอนนี้ทางคู่กรณีก้เลยได้ใจ ที่เห็นว่าทางตำรวจไม่ทำอะไร
ก็เลยหาเรื่องป่วนพวกเราทุกวัน เจอหน้าก็ด่าทอ
แถมช่วงเย็นวันนี้ก็คงราดน้ำมาจากระเบียงเหมือนเช่นทุกวัน

ตอนนี้เราสองคนเลยได้แต่ทำใจ พยายามไม่ต่อความยาวสาวความยืด
อยู่แบบสงบๆ และพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในเมื่อเราทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ ก็คงต้องแล้วแต่เวรแต่กรรม
ใครทำอะไรไว้คงได้รับผลกรรมนั้นสักวัน

ส่วนเรื่องย้ายบ้าน เราสองคนอยากย้ายให้เร้วที่สุด
แต่ติดที่บ้านที่เราอยู่เป็นบ้านในโครงการของรัฐบาล การย้ายเข้าย้ายออกไม่ใช่เรื่องง่าย
สำหรับที่นี่ใครๆ ก็อยากได้บ้านรัฐบาล ด้วยเหตุผลดีๆหลายๆ ประการ
กว่าที่รักจะผ่านการอนุมัติได้มาก็ต้องใช้เวลาหลายปี 
ดังนั้นการย้ายออกก้ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน จำเป้นต้องมีเหตุผลเพียงพอ
และต้องผ่านการอนุมัติเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ย้าย
ถ้าเราย้ายเองโดยไม่ผ่านการอนุมัติอาจจะโดนปรับจนสิ้นเนื้อประดาตัวกันเลยทีเดียว
ตอนนี้เราสองคนเลยได้แต่ภาวนาขอให้ผ่านการอนุมัติย้ายบ้าน
ส่วนบ้านใหม่เราคงต้องเลือกและตัดสินใจให้ดี
เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหา หนีเสือปะจระเข้ อีกแล้วล่ะ





New entry diary:


Old entry Diary:

Like diary

Facebook
Private comment...to leave a comment press thebelow...


เป็นปัญหาที่ต้องใช้สติในการหาทางออกจริงๆ

น้องมีนจะผ่านพ้นไปได้นะ ขอให้รัฐอนุมัติในเร็ววัน คนดีและไม่ดีมีอยู่ปะปนกันไป อย่างที่น้องมีนว่าหาที่อยู่ใหม่ก็ต้องเช็คให้ดี

เป็นกําลังใจให้น้องมีนผ่านมันไปให้ได้ นะคะ

พี่อุ้ม
 22/02/2013 12:00:00

อิจฉาจังเลย อากาศน่าจะดีมากๆ เลยนะคะ กรุงเทพตอนนี้ร้อนตับไหม้ไปเลยค่ะ (ฮาา)
ส่วนเรื่องบ้าน อดทนนะคะ ดูท่าเเล้วคงทำอะไรไม่ได้จริงๆ
ตอนแรกก็สงสัย ทำไมถึงไม่ย้าย แต่พออ่านเหตุผลที่คุณมีนบอกมา
ก็เข้าใจเเล้วค่ะ  ว่าไม่ได้ทำได้ง่ายๆ เหมือนในประเทศของเรา
ดีแล้วค่ะ อย่าไปแลกกับมันเลย พวกมันก็แค่โรคจิต
ซักวันนึง เวรกรรมตามสนองมันแน่ๆ ค่ะ ยังไงก็เอาใจช่วยเสมอนะคะ :)


 

ฺBam
 22/02/2013 05:10:00

ทะเลสาปดูกว้างใหญ่มากๆ ค่ะ น้องมีนดูผอมลงจริงๆ นะคะ ส่วนเรื่องบ้าน ที่ฟ้องไม่ได้ พูดถึงก็ดีไปอย่างค่ะพี่ว่า คนแบบนั้น เราอย่าไปเสียตังค์เลย รอลุ้นเรื่องอนุมัติย้ายดีกว่านะคะ

Nuch
 21/02/2013 22:58:00

http://mnanta.diaryclub.com »