Home Sitemap Login Help Comments

Diary Of Us

Everyone can have their own personal diary on the Internet

Everyone can have their own personal diary on the Internet


User: 
Search: 
Date: 


Pag.:

17/4/2017
26/3/2017
21/3/2017
18/2/2017
12/2/2017
18/1/2017
9/1/2017
23/12/2016
3/10/2016
11/9/2016
15/8/2016
13/8/2016
30/7/2016
22/7/2016
21/7/2016
15/7/2016
18/6/2016
11/6/2016
8/6/2016
3/6/2016

Pag.:

Click to URL for copy link [ http://www.diary-of-us.com/DiaryPage/diary_1990.asp ]  Page view: 2.378 Time
Country United States 1793 Peaple
1.793
Country Anonymous Proxy 250 Peaple
250
Country Thailand 117 Peaple
117
Country China 64 Peaple
64
Country Italy 46 Peaple
46
Country Germany 30 Peaple
30
Country United Kingdom 19 Peaple
19
Country Australia 7 Peaple
7
Country Asia/Pacific Region 6 Peaple
6
Country France 6 Peaple
6
Country Netherlands 6 Peaple
6
Country Denmark 5 Peaple
5
Country Malaysia 4 Peaple
4
Country Norway 4 Peaple
4
Country Poland 2 Peaple
2
Country Vietnam 2 Peaple
2
Country Mexico 2 Peaple
2
Country Japan 2 Peaple
2
Country Brazil 2 Peaple
2
Country Canada 1 Peaple
1
Country Estonia 1 Peaple
1
Country Belgium 1 Peaple
1
Country Antigua and Barbuda 1 Peaple
1
Country Moldova - Republic of 1 Peaple
1
Country Hong Kong 1 Peaple
1
Country Israel 1 Peaple
1
Country Russian Federation 1 Peaple
1
Country Spain 1 Peaple
1
Country Sweden 1 Peaple
1
Country Switzerland 1 Peaple
1
  RSS
RSS

Kangi 11/09/2013 
Basilica di Loreto-มหาวิหารลอเรโต้ บ้านศักดิ์สิทธิ์แห่งลอเรโต้ 


Saturday, 7 September 2013 

Loreto,Italy

อุณภูมิ 28 องศาเซลเซียส
แดดจ้าตลอดทั้งวัน

ห่างจากบ้านเราแค่ 100 กว่ากิโลเมตร มีเมืองๆหนึ่งชื่อว่า ลอเรโต้(Loreto)
เป็นเมืองซึ่งถือได้ว่าสำคัญยิ่งสำหรับชาวคริสตชน
เป็นเมืองที่ดึงดูดผู้จารึกแสวงบุญคาทอลิกทั่วโลก มาเยี่ยมชมและสักการะปีละไม่ต่ำกว่า 4 ล้านคน

เพราะเชื่อกันว่าที่นี่เดิมทีคือบ้านนาซาเร็ท
เป็นบ้านหลังแรกของแม่พระ หรือ บ้านศีักดิ์สิทธิ์ที่ลอเรโต้(Loreto)

บ้านลอเรโต้ปัจจุบันเป็นสักการสถานแม่พระที่นับถือยิ่งในโลกแห่งหนึ่ง
นับตั้งแต่ยุคกลาง เชื่อว่าเป็นบ้านที่พระแม่มารีย์ได้พักอาศัยและเลี้ยงดูพระเยซูตั้งแต่วัยเด็ก
จนเป็นหนุ่มอายุย่าง 30  ปี

ตามวารสารหรือพระคัมภีร์พระธรรมใหม่ เยซูได้รับการเลี้ยงดูจากพระแม่มารีย์และท่านยอแซฟในเมืองเล็กๆ
ที่ชื่อนาซาแร็ท(Nazareth) แคว้นกาลิลีใกล้กรุงเยรูซาแลม 
ท่านยอแซฟเป็นช่างไม้และบ้านที่อยู่อาศัยหลังเล็กเรียบง่าย
30 ปี หลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์
องค์จักรพรรดิคอนสตันติน (Emperor Constantine of Roman Empire)
ซึ่งได้กลับใจมาเป็นคริสตชนคาทอลิก
ได้มีบัญชาให้สร้างมหาวิหารครอบรากฐานของบ้านที่เชื่อว่าเป็นบ้านของแม่พระ ที่นาซาเร็ท
แต่ตัวบ้านจริงๆ นั้นได้หายไปจากตรงที่เคยตั้งอยู่บนรากฐานนั้น โดยไม่มีผู้ใดทราบร่องรอย

ตามการเล่าลือของชาวคาทอลิก
 บ้านศักดิ์สิทธิ์หลังนั้นตกอยู่ในการคุกคามจากความยุ่งยากสมัยสงคราม
ครูเสด(Crusaders War against Muslim Occupation)
 ดังนั้นเชื่อกันว่ากลุ่มเทวดาของพระเป็นเจ้า(ทูตสวรรค์)
ได้ยกย้ายบ้านหลังนี้อย่างน่าอัศจรรย์ ออกจากสถานที่ตั้งเดิมในนาซาแร็ท อิสราแอล
ข้ามทะเลเมดิเตอเรเนียน ตอนใต้ของอิตาลี ทะเลอาเดรียติค (Adriatic Sea)ไปอยู่ที่ดินแดนแห่งหนึ่ง
ที่ปัจจุบันคือประเทศโครเอเซีย(Croatia)ใกล้รัสเซียในสมัยนั้น  เกิดที่ว่างในนาซาแร็ท
และพริบตานั้นบ้านเล็กหลังนั้นปรากฏในท้องทุ่งประเทศโครเอเซีย(ห่างจากนาซา แร็ทเป็นพันไมล์)  
พระสงฆ์เจ้าวัดใกล้ๆที่กำลังงุนงงสงสัย  ไปสถานที่นั้นจากการบอกเล่าของคนเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมาพบเข้า
 และพระสงฆ์องค์นั้นก็นิมิตเห็นพระแม่มารีย์มาเปิดเผยให้ทราบว่า  นั่นคือบ้านเก่าของพระแม่นั่นเอง

ในวันที่ 10 ธันวาคม 1294  บ้านหลังนี้ถูกเทวดาของพระเป็นเจ้า(งานเข้า)โยกย้ายไปอีก
 เพราะพวกมุสลิมบุกรุกประเทศอัลเบเนีย(Albania)ที่อยู่ใกล้เคียงโครเอเซีย
 คราวนี้ข้ามทะเลอาเดรียติค(Adriatic Sea)ระยะทางประมาณ 300 ไมล์  
ไปลงพื้นดินพักครั้งแรกที่เรกันตี(Reganti)ประเทศอิตาลี
 จากนั้นไม่นาน(น่าจะมีบัญชาจากสวรรค์)กลุ่มเทวดาของพระเป็นเจ้าก็ยกย้ายบ้าน หลังนั้นเป็นครั้งที่สาม
 ไปยังสถานที่อยู่ปัจจุบันที่เมืองลอเรโต้  ห่างกรุงโรม เมืองหลวง ของอิตาลี
ทิศตะวันตกเฉียงใต้ 120 ไมล์หรือ 123 กิโลเมตร

บ้านศักดิ์สิทธิ์แห่งลอเรโต้หรือ Santa Casa di Loreto
ได้รับการเคารพสักการะจากกลุ่มผู้จาริกแสวงบุญทั้งกลุ่มใหญ่และกลุ่มเล็ก
รวมพระสันตะปาปาหลายพระองค์และนักบุญหลายองค์  อัศจรรย์มากมายและการหายจากโรคต่างๆเกิดขึ้นที่นั่น
 นักวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันว่าวัสดุที่สร้างบ้านนั้นเป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ที่ นาซาแร็ท  

 เป็นงัยกันบ้างแค่ฟังประวัติคร่าวๆ ก็น่าสนใจแล้วใช่ไหม
เมื่อสามปีก่อนเราสองคนนมีโอกาสไปเที่ยวเมืองนี้แต่เจอเมฆหมอกขาวโพลน
จนมองอะไรแทบไม่เห็น จากนั้นก็ไม่ได้แวะเมืองนี้อีกเลย
ทั้งที่ขับรถผ่านนับร้อยครั้งเห็นจะได้


แค่ด้านนอกก็ใหญ่โตอลังการสุดๆ

เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา
เวลาขับรถผ่านไปมาจะเห็นมหาวิหารโดดเด่นเป็นที่สุด
โดยเฉพาะในวันที่อากาศดีๆ เช่นวันนี้


วันนี้มีตลาดนับรอบเมือง

เดินผ่านประตูเข้ามาไม่นานก็จะถึงจัตุรัสใจกลางเมือง
ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้ามหาวิหารลอเรโต้
 

Piazza della basilica angolo


น้ำพุขนาดใหญ่


ใหญ่ไม่ใหญ่ดูเราสิเล็กไปเลย


รูปปั้นแปลกๆ




มังกรพ่นน้ำ


สวยสู้แดดค่ะวันนี้


จิตรกรรมบนพื้นสวยๆ 


Papale Basilica Santuario Maggiore della Santa Casa
e della Madonna di Loreto


ผู้คนเยอะแยะแห่กันมาที่นี่


ด้านนอกสวยงามอลังการ


Statua Sistor V


แบบชัดๆ


ช่วงเที่ยงคนโล่งเพราะทุกคนรวมตัวกันทำพิธีอยู่ด้านในมหาวิหาร



ในปี 1469 มหาวิหารหลังใหม่ถูกสร้างคลุมบ้านศักดิ์สิทธิ์ที่ลอเรโต้ และคงอยู่จนทุกวันนี้
ในปี 1507 กำแพงหินอ่อนถูกสร้างล้อมรอบบ้านแม่พระ  
และในปี 1510 สถานที่แห่งนั้นได้รับการอนุมัติจากพระศาสนจักรคาทอลิก
ให้เป็นสถานที่จาริก แสวงบุญหรือสักการสถาน
 หลายศตวรรษต่อมา กลุ่มนักแสวงบุญจำนวนนับไม่ถ้วน มาคุกเข่าในมหาวิหารที่สร้างคลุมบ้านหลังเล็กนั้น 
มหาวิหารแห่งลอเรโต้ ได้มีการซ่อมแซมปรับปรุงอีกหลายครั้ง  
แต่บ้านเล็กยังอยู่ เป็นสิ่งดึงดูดสูงสุดของวิหารแห่งนี้

เนื่องจากเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสตชน
ดังนั้นด้านในมหาวิหารจึงไม่อนุญาติให้ถ่ายรูปหรืออัดวีดีโอใดๆ ทั้งสิ้น
เราแอบเสียดายเล็กน้อย เพราะด้านในทั้งสถาปัตยกรรม จิตกรรม ล้วนงดงามจนแทบหาที่ติไม่ได้
ถ้าใครเคยไปเที่ยวที่วาติกัน จะสัมผัสได้เลยว่าที่นี่สวยงามไม่แตกต่างกัน
หรือจะเรียกว่าวาติกันย่อส่วนก็คงพอได้
 

ภายในมหาวิหาร
(ภาพจากอินเตอร์เน็ต)


บ้านศักดิ์สิทธิ์แห่งลอเรโต้ หรือ Santa Casa di Loreto
(ภาพจากอินเตอร์เน็ต)


Madonna di Loreto
(ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

ทุกคนที่เข้ามาชมความงามของมหาวิหารแห่งนี้จะต้องอยู่ในความสงบ
เนื่องจากที่นี่ล้วนเต็มไปด้วยผู้แสวงบุญ
รวมทั้งผู้ที่สำนึกผิดต้องการไถ่บาป จะมีห้องสำหรับสารภาพบาป
เราแอบแซวที่รักว่า ทำไมไม่เข้าไปสารภาพบาปต่อพระเยซูคริสต์บ้าง
ที่รักมองตาขวางบอกไม่เคยทำบาปอะไร จริงรึเปล่าน๊าาา

ภายในตัวมหาวิหารยังมีสถาปัตยกรรม จิตกรรมสวยๆ
ที่สามารถเดินดู เดินชมได้อย่างจุใจ
เรียกว่าใครได้เข้ามาเยือนที่นี่จะได้รับความประทับใจกลับออกไปแน่นอน
ขนาดเราเป็นชาวพุทธยังรู้สึกดีขนาดนี้ 
ไม่อยากคิดเลยว่าคริสตชนที่เข้ามาสักการหรือแสวงบุญจะรู้สึกดีขนาดไหน

เดินชมห้องโน้นห้องนี่ในมหาวิหารจนทั่ว
ก็พากันออกมาด้านนอก ถ่ายภาพวิวสวยๆ ของเมืองลอเรโต้กันต่ออีกหน่อย
จากจุดชมวิวสามารถมองเห็นไกลไปถึงทะเล โดยเฉพาะวิวสวยๆ ของ Conero
มองเห็นชัดมากๆ ณ จุดนี้


บนจุดชมวิว


ตากแดดจนดำคล้ำ


แต่ก็ยังสู้ตายตลอด

ออกจากเมืองลอเรโต้เกือบบ่าย
ถึงเวลาอาหารเที่ยงแล้วสิ
คิดแล้วคิดอีกว่าจะไปทานอาหารที่ไหนกันดี
สุดท้ายก็นึกได้ว่าที่นี่ไม่ได้อยู่ใกล้กับเมือง Numana
เมืองที่เราไปทานอาหารทะเลกันบ่อยๆ 
ว่าแล้วก็มุ่งหน้าไปเมือง Numana หาอาหารทะเลอร่อยๆ ทานกันเหมือนเช่นเคย


ทะเล Numana สวยเหมือนทุกครั้งที่มา


น้ำดื่มเย็นๆ 


Gnocchi alla Marinara อร่อยล้ำ


จานนี้ซีฟู๊ดครบเครื่อง มาทีไรต้องสั่งตลอด



สลัดผักรวมหวานอร่อย


ปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง Panna Cotta

วันนี้เราสองคนทานอาหารกันอิ่มมาก
เรียกว่าแทบคลานกลับบ้านได้เลยล่ะ
แต่ก็มีความสุขกับการได้มาเที่ยวที่สวยๆ และได้ทานอาหารอร่อยที่ถูกใจ

เดี๋ยวไดอารี่หน้าจะพาไปเที่ยว Gradara เมืองเก่าแก่ใกล้ๆ บ้านเรากันบ้าง





New entry diary:


Old entry Diary:

Like diary

Facebook
Private comment...to leave a comment press thebelow...


เห็นซีฟู๊ดน้ำลายหกหน้าจอซะงั้น ^^  

JK.Spider
12/09/2013 01:08:00