Home Sitemap Login Help Comments

Diary Of Us

Everyone can have their own personal diary on the Internet

Everyone can have their own personal diary on the Internet


User: 
Search: 
Date: 


Pag.:

6/9/2017
17/4/2017
26/3/2017
21/3/2017
18/2/2017
12/2/2017
18/1/2017
9/1/2017
23/12/2016
3/10/2016
11/9/2016
15/8/2016
13/8/2016
30/7/2016
22/7/2016
21/7/2016
15/7/2016
18/6/2016
11/6/2016
8/6/2016

Pag.:

Click to URL for copy link [ http://www.diary-of-us.com/DiaryPage/diary_2141.asp ]  Page view: 3.405 Time
Country United States 1966 Peaple
1.966
Country China 715 Peaple
715
Country Thailand 251 Peaple
251
Country Anonymous Proxy 187 Peaple
187
Country Italy 55 Peaple
55
Country United Kingdom 45 Peaple
45
Country France 32 Peaple
32
Country Germany 30 Peaple
30
Country Netherlands 28 Peaple
28
Country Turkey 20 Peaple
20
Country Sweden 12 Peaple
12
Country Australia 11 Peaple
11
Country Canada 11 Peaple
11
Country Ukraine 7 Peaple
7
Country Denmark 4 Peaple
4
Country Japan 4 Peaple
4
Country Belgium 3 Peaple
3
Country Finland 3 Peaple
3
Country Switzerland 3 Peaple
3
Country India 2 Peaple
2
Country Romania 2 Peaple
2
Country Russian Federation 2 Peaple
2
Country Spain 2 Peaple
2
Country United Arab Emirates 1 Peaple
1
Country Austria 1 Peaple
1
Country Estonia 1 Peaple
1
Country Hong Kong 1 Peaple
1
Country Luxembourg 1 Peaple
1
Country Moldova - Republic of 1 Peaple
1
Country New Caledonia 1 Peaple
1
Country New Zealand 1 Peaple
1
Country Norway 1 Peaple
1
Country Pakistan 1 Peaple
1
  RSS
RSS

Kangi 17/12/2014 
เที่ยว Padova ชมมหาวิหารซานโตนิโอ 


Friday , 12 December 2014

Padova, Italy
4 Celcius , Mostly Sunny

ทริปนี้บอกเลยว่าไม่ได้ตั้งใจเลยสักนิด
อาศัยว่าขับรถเล่นไปเรื่อยๆ แล้วค่อยคิดระหว่างทางว่าจะไปไหนกันดี
ตอนแรกว่าจะไปเดินห้างแค่แถวๆ Ravenna
แต่ที่ไหนได้ขับไปเรื่อยๆ ในเส้นทางเวนิส เผลอแป๊ปเดียวก็ปาไป 200 กว่ากิโลเมตร

แต่วันนี้เราสองคนตกลงกันแล้วว่าจะไม่ไป Chioggia หรือ Venice เด็ดขาด
เนื่องจากไปบ่อยมากจนเริ่มรู้สึกเบื่อ ไม่ตื่นเต้นเหมือนสมัยก่อน
แต่จะมีเมืองไหนล่ะที่สวย และไม่ไกลจากเวนิส
ทำให้นึกถึงเมือง Padova หรือที่รู้จักกันในนาม Padua
เป็นเมืองที่ห่างจากเวนิสแค่ 48 กิโลเมตรเท่านั้น
เมืองนี้ก็เป็นอีกเมืองในแคว้น Veneto แคว้นที่ขึ้นชื่อว่ารวยที่สุดในอิตาลี

เส้นทางช่วงแรกดูเหมือนจะราบรื่นรถไม่ติด
แต่พอใกล้จะถึงทางแยกไปเมือง Padova แค่นั้นล่ะ ปรากฎว่าเค้าปิดซ่อมแซมถนน
รถติดยาวเหยียดหลายกิโลเมตร กว่าจะกระดึ๊บๆ ไปได้
ไปถึงเมือง Padova ก็ปาไปเกือบบ่ายสองโน่นแน่ะ
โชคดีช่วงที่เรามาถึงฟ้าเปิด ถึงแม้อุณหภูมิที่นี่จะแค่ 4 องศา
แต่เมื่อใดที่มีแดดก็ทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นได้เสมอ

 ถ้าพูดถึง Padova หลายคนอาจจะนึกสถานที่สำคัญอย่างมหาวิหารซานโตนิโอ
หรือ Basilica di Sant'Antonio 
ซึ่งเป็นมหาวิหารเก่าแก่และมีความสำคัญอีกแห่งหนึ่งของชาวคริสเตียน

นอกจากนั้น Padova ยังเป็นเมืองเก่าแก่อีกเมืองหนึ่งของอิตาลี
ที่มีชื่อเสียงไม่น้อยไปกว่าเมืองอื่นๆ ของอิตาลี เพราะในตัวเมืองนั้นเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้าง
ที่เป็นศุนย์กลางทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งของประเทศ
 
อีกสถานที่หนึ่งที่ผู้มาเยือนเมืองนี้จะต้องแวะชม
ก็คือ "ปราโต เดลลา วัลเล" (Prato della Valle)
หนึ่งในสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงและมีความงดงามมากแห่งหนึ่งของเมืองปาโดวา 
เป็นหนึ่งในจัตุรัสที่ใหญ่ที่สุดใน อิตาลี และเป็นหนึ่งในจัตุรัสที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรปอีกด้วย 


  
  ปราโต เดลลา วัลเล ถูกล้อมรอบด้วยคลองเล็กๆ และสวนกว้างใหญ่ 
ที่มีรูปปั้นของบุคคลที่มีชื่อเสียงกว่า 78 รูปปั้น ตั้งเรียงรายไปรอบๆคลองน้ำ 
โดยรูปปั้นเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นโดย Andrea Memmo ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 

วันไหนที่อากาศดีๆ ท้องฟ้าเปิดจัตุรัสแห่งนี้จะสวยงามมากๆ
โดยเฉพาะภาพสะท้อนในน้ำที่ช่างภาพหลายคนถึงกับต้องรัวชัตเตอร์


เราจอดรถกันด้านข้าง Piazza นี่ล่ะ


รูปปั้นเรียงรายผลงานของ Andrea Memmo ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 


วันนี้ฟ้าเป็นใจ ใสกิ๊กๆ

มาถึงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงรีบมาเก็บภาพที่จัตุรัสก่อนเลย
เพราะกลัวว่าเดี๋ยวอากาศเปลี่ยน แล้วจะเสียโอกาส ส่วนที่รักมัวแต่ไปหาของกิน
เธอไม่ค่อยสนใจสถาปัตยกรรมพวกนี้มากนัก คงเป็นเพราะเห็นมาแต่เด็ก


สะพานข้ามคลองที่ล้อมรอบจัตุรัส


ภาพเงาในน้ำที่ขาดไม่ได้


ที่ระลึก


ที่ดูอ้วนๆ เพราะตากล้องซูมนะ จริงๆ เค้าไม่อ้วนเลย อิอิ


มองไปทางไหนก็มีแต่รูปปั้น

เนื่องจากวันนี้เป็นวันธรรมดา นักท่องเที่ยวเลยไม่เยอะ
ทำให้เราสองคนเดินเที่ยว ถ่ายรูปได้แบบสบายใจ ถ้าเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์
คนแน่นจัตุรัส แถมมีตลาดคริสมาสต์อีกต่างหาก


เลือกที่นั่งได้ตามใจชอบ





สะพานข้ามคลองมีด้วยกันสี่สะพานโดยรอบ


ใกล้ๆ กับจัตุรัสจะมีโบสถ์ชื่อว่า  Chiesa Santa Giustina 


มาช่วงกลางวันเลยไม่เห็นความสวยงามของแสงไฟจากต้นคริสมาสต์


ถ่ายแล้วถ่ายอีกไม่เบื่อเลย


ตึกสวยๆ ซ้ายมือจะเป็นที่ว่าการอำเภอหรือที่ตั้งของ Commune นั่นเอง


Chiesa Santa Giustina โบสถ์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใกล้ๆ จัตุรัส ช่วงนี้ปิดปรับปรุงซ่อมแซม


กว่าจะเดินรอบจัตุรัสมันกว้างจริงใหญ่จริง สมกับเป็นจัตุรัสที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป


ทั้งนกทะเลนกพิราบเพียบเลยที่นี่



จากจัตุรัส Prato della Valle
เดินไปอีกนิดหน่อยก็จะถึงมหาวิหารซานโตนิโอ
หรือ Basilica di Sant'Antonio
 


เราจะเดินเข้าซอยที่รถบัสกำลังแล่นผ่านเข้าไป


เริ่มเห็นยอดโดมของมหาวิหารซานโตนิโอกันแล้ว
รูปนี้มาถ่ายขากลับท้องฟ้าเลยไม่แจ่มใสซะแล้ว

ระหว่างทางเดินไปมหาวิหารซานโตนิโอ
ใครชอบรูปแบบสถาปัตยกรรมงามๆ โดยเฉพาะตึกรามบ้านช่อง
สามารถชมวิวสองข้างทางได้แบบสบายๆ ไม่รู้สึกเบื่อกันเลยทีเดียว


ขนาดตึกยังสวย


ตึกธรรมดาที่ดูไม่ธรรมดา


อันนี้น่าจะเป็นโบสถ์เล็กๆ เราไม่ได้แวะเข้าชม


ใกล้จะถึงมหาวิหารซานโตนิโอล่ะ


ลานด้านหน้าวันนี้คนน้อย โคตรดีใจเลย

"Basilica di Sant'Antonio"
หรือที่รู้จักกันในชื่อ "มหาวิหารเซนต์แอนโทนี" (Basilica of Saint Anthony) 
อีกหนึ่งคริสตจักรที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองปาโดวา โดยวิหารนั้นถูกสร้างขึ้นในช่วงปี 1232 - 1301 
ตัวอาคารสร้างด้วยหินอ่อนที่มีความโดดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรมที่มีการผสมผสานระหว่างโกธิค-บาร็อค-โรมัน 


     ภายในมหาวิหารได้รับการตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังและงานประติมากรรมอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก 
ปัจจุบันมหาวิหารเซนต์แอนโทนีได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของนัก แสวงบุญจากทั่วทุกมุมโลก 


เนื่องจากเป็นสถานที่สำคัญและศักดิ์แห่งหนึ่ง
จึงไม่อนุญาติให้ถ่ายรูปด้านใน แต่ขอบอกว่าภายในสวยงามตระกาลตาแบบสุดๆ
นี่เป็นครั้งที่สองที่เราสองคนมาเยือนสถานที่แห่งนี้
ครั้งแรกจำได้ว่าคนเยอะมากแทบจะเหยียบกันตาย จะเดินดูอะไรก็ติดขัดไปหมด
แต่วันนี้เราสองคนได้เดินดูความสวยงามของมหาวิหารแห่งนี้
แบบเต็มอิ่ม เรากับที่รักช่วยทำบุญบริจาคเงินสำหรับซื้อขนมปังให้คนยากจน
รู้สึกดีมากๆ แถมที่รักซึ่งเป็นคริสเตียนได้มานั่งสวดมนต์ ขอพรตามหลักศาสนาคริสต์

ความสวยงามด้านในของมหาวิหารแห่งนี้ซึ่งเป็นที่กล่าวขาน
นอกจากผลงานชั้นครูอย่างไม้กางเขนฝีมือดอนนาเทลโล ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง

ทุกมุมของมหาวิหารยังเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่นับพันปี
โดยเฉพาะผลงานแกะสลักจากหินอ่อน เป็นรูปต่างๆ เป็นอะไรที่สวยงาม อลังการมาก
อยากให้ทุกคนได้มาเห็นด้วยตาตนเอง


สำหรับไฮไลท์ของมหาวิหารแห่งนี้ นั่นคือ การได้มานั่งภาวนาต่อหน้าโลงศพของเซนต์แอนโธนี
ซึ่งคริสตศาสนิกชนถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องมาทำให้ได้ในชีวิตนี้
จากนั้นจะต้องไปดูอวัยวะของท่านที่เหลือมาจนถึงปัจจุบันได้แก่ ขากรรไกรล่าง ลิ้น ฟันและกล่องเสียง
ซึ่งนับอายุได้ราวๆ 800 ปี



หลังจากชื่นชมกับความสวยงามภายในมหาวิหารซานโตนิโออย่างอิ่มเอม
ราวๆเกือบชั่วโมง เราสองคนก็เดินออกมาด้านนอก
อากาศก็ยังเป็นใจ ถึงแม้จะไม่ใสกิ๊กแบบช่วงแรก แต่ถือว่าดีมากในระดับหนึ่ง
คราวนี้เลยขอเก็บภาพสวยๆ ด้านนอกของมหาวิหารโดยรอบมาให้ชมกัน


ด้านข้างจะมีรูปปั้นทรงม้าของบุคคลสำคัญ


ส่วนบนของมหาวิหาร


สวยงามไหมล่ะ


ช่วงบ่ายๆ แบบนี้ร้านขายของที่ระลึกปิด ทำให้ดูโล่งขึ้นนิด

เดินชมวิวไปสักพักก็แวะหาอะไรทานกันง่ายๆที่ร้านอาหาร
ด้านหน้ามหาวิหาร ตอนแรกที่ไปนั่งเราก็ไม่รู้นะว่าเป็นร้านของชาวบังกลาเทศ
เพราะร้านดูหรูหราและถูกตกแต่งอย่างสวยงาม
เราแอบคิดในใจนั่งร้านนี้อาหารต้องแพงแน่ๆ

พอพนักงานออกมารับออร์เดอร์ เราสั่งทิรามิสุมาทานคลายหนาว
ส่วนที่รักสั่งคาปูชิโน่อุ่นๆ มาดื่ม โดยไม่ได้ดูราคาด้านใน เนื่องจากพนักงานไม่ได้เอาเมนูมาให้ดู
เพราะคงรู้ว่าเราสองคนไม่ได้เน้นทานอาหารหลักอย่างพิซซ่าหรือพาสต้า

พอถึงเวลาเช็คบิลถึงกับอึ้ง ทิรามิสุซึ่งหาความอร่อยไม่เจอ
แข็งๆ ไม่นุ่มแบบที่คนอิตาเลี่ยนทำหรือแม้แต่เราทำทานเองยังรู้สึกว่าอร่อยกว่ากันเยอะ
ที่สำคัญมันแพงมาก ชิ้นหนึ่ง 10 ยูโร
เราทานที่ร้านอาหารอิตาเลี่ยนที่อื่นอย่างมากไม่เกิน 5  ยูโร 
แถมทุกที่ตกแต่งจานอย่างสวยงาม น่าทาน
มองหน้ากับที่รักบอกคงได้กินเงินเราสองคนแค่รอบเดียวเท่านั้นล่ะ
ลืมถ่ายชื่อร้านมาด้วย แต่อยู่ด้านหน้ามหาวิหารแยกไฟแดง
ถ้าใครมาทานต้องรีบตรวจสอบราคาอาหารก่อนสั่ง ไม่งั้นอาจจะพลาดเหมือนเราสองคนได้
ไม่อยากจะบอกเลยว่าเมืองนี้คนบังกลาเทศกับคนจีนอาศัยอยู่เยอะมาก
เราสังเกตุว่าร้านค้าร้านอาหารแทบจะไม่มีคนอิตาเลี่ยนเลย
ขนาดรถขายผลไม้ที่จัตุรัสนับสิบๆ คันยังเป็นชาวบังกลาเทศล้วนๆ


ไม่อร่อยแถมแพงอีกต่างหาก

เจ็บใจจ่ายค่าอาหารแพงเว่อร์
เดินเที่ยวชมวิวสวยๆ แก้เซ็งต่อดีกว่า


นกพิราบมีทุกหนแห่งในอิตาลีจริงๆ


ฟ้าเริ่มไม่สวย แต่มหาวิหารยังคงสวยงามเสมอ


หอระฆังที่สูงโดดเด่น


อยากขึ้นไปบนหอระฆังแล้วถ่ายภาพมุมสูงคงสวยน่าดู


อีกสักรูปปิดท้ายก่อนอำลามหาวิหาร

ออกจากมหาวิหารเดินมาที่รถตอนบ่ายสามกว่าๆ
แดดเริ่มหายเมฆขาวๆ เริ่มมาปกคลุมทั่วท้องฟ้า
จากที่ตั้งใจว่าจะเดินชมสถานที่สวยๆ ภายในเมือง Padova กันต่อ
เป็นอันต้องล้มเลิก เพราะอากาศก็เริ่มหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ
จาก 4 องศา ลดลงมาเป็น 1 องศา ที่รักหนาวจนตัวสั่นบอกไม่ไหวแล้ว
เราเห็นแล้วถึงกับสงสาร รายนี้เป็นโรคแพ้ความหนาวอย่างหนัก


จากฟ้าใสๆ กลายเป็นแบบนี้ไปล่ะ


ยอดโดมของ Chiesa Santa Giustina

ขากลับเราสองคนไม่ใช้เส้นทางธรรมดาล่ะ

ขึ้น Autostrada หรือ มอเตอร์เวย์ ผ่านเมืองโบโลญญ่า
แล้วมุ่งหน้าสู่ริมินิโดยตรง ไม่อยากบอกเลยว่าคิดผิดมาก
เย็นวันศุกร์รถบนทางด่วนแน่นขนัด โดยเฉพาะรถบรรทุกที่ต้องทำเวลา
เพราะวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ที่นี่ไม่อนุญาติให้รถบรรทุกเดินทาง
นอกจากรถบรรทุกจำพวกอาหารที่จำเป็นเท่านั้น
กว่าจะถึงบ้านเลยใช้เวลาไป 3 ชั่วโมง ไม่ต่างกับเส้นทางธรรมดาสักนิด
แถมต้องจ่ายค่าผ่านทางแพงมากอีกด้วย


พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า เราสองคนก็ลากลับรังล่ะนะ





New entry diary:


Old entry Diary:

Like diary

Facebook
Private comment...to leave a comment press thebelow...


รูปสวยทุกรูปเลย อยากไปจัง

Na Kaufmann
 18/12/2014 16:06:00