Home Sitemap Login Help Comments

Diary Of Us

Everyone can have their own personal diary on the Internet

Everyone can have their own personal diary on the Internet


User: 
Search: 
Date: 


Pag.:

17/4/2017
26/3/2017
21/3/2017
18/2/2017
12/2/2017
18/1/2017
9/1/2017
23/12/2016
3/10/2016
11/9/2016
15/8/2016
13/8/2016
30/7/2016
22/7/2016
21/7/2016
15/7/2016
18/6/2016
11/6/2016
8/6/2016
3/6/2016

Pag.:

Click to URL for copy link [ http://www.diary-of-us.com/DiaryPage/diary_2246.asp ]  Page view: 8.789 Time
Country United States 6196 Peaple
6.196
Country Thailand 1038 Peaple
1.038
Country Anonymous Proxy 361 Peaple
361
Country Germany 302 Peaple
302
Country United Kingdom 291 Peaple
291
Country Indonesia 121 Peaple
121
Country Australia 90 Peaple
90
Country China 76 Peaple
76
Country Italy 69 Peaple
69
Country Ukraine 29 Peaple
29
Country Russian Federation 28 Peaple
28
Country France 23 Peaple
23
Country Switzerland 21 Peaple
21
Country Japan 20 Peaple
20
Country Netherlands 17 Peaple
17
Country Belarus 14 Peaple
14
Country Korea - Republic of 12 Peaple
12
Country Luxembourg 9 Peaple
9
Country Denmark 9 Peaple
9
Country Canada 9 Peaple
9
Country Vietnam 9 Peaple
9
Country Romania 5 Peaple
5
Country New Zealand 5 Peaple
5
Country India 4 Peaple
4
Country Finland 3 Peaple
3
Country Norway 3 Peaple
3
Country Singapore 3 Peaple
3
Country Sweden 3 Peaple
3
Country Malaysia 3 Peaple
3
Country New Caledonia 3 Peaple
3
Country Taiwan 2 Peaple
2
Country Belgium 2 Peaple
2
Country Georgia 1 Peaple
1
Country Hong Kong 1 Peaple
1
Country Jordan 1 Peaple
1
Country Kazakhstan 1 Peaple
1
Country Oman 1 Peaple
1
Country Philippines 1 Peaple
1
Country Lao People
1
Country Ireland 1 Peaple
1
Country Turkey 1 Peaple
1
  RSS
RSS

Kangi 02/03/2016 
ขนมบุหลันดั้นเมฆ 


Wednesday, 2 March 2016

Rimini, Italy
15 Celcius , Mostly Sunny

ถ้าจะกล่าวถึงขนมไทยโบราณที่มีชื่อว่า
"บุหลันดั้นเมฆ"
เชื่อว่าสมัยนี้คงมีหลายคนที่ไม่รู้จัก ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ
เราก็เช่นกันก่อนหน้าไม่เคยได้ยินขนมชนิดนี้มาก่อนเลย
จนกระทั่งดูละคร เห็นพระเอกชอบทานขนมชนิดนี้มาก
แถมวันหนึ่งได้อ้านบทความเกี่ยวกับขนมไทย 10 ชนิด ที่หาทานยากในปัจจุบัน
ภาพขนมชนิดนี้มันสวยติดตา ทำให้เกิดอยากลองทำ อยากลิ้มลองรสชาติ

เพราะในบทความเขียนไว้ว่าเป็นขนมไทยโบราณ
ที่มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 เป็นขนมที่ถูกทำขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับบทเพลงราชนิพนธ์ในสมัยนั้น
ขนมชนิดนี้ตัวขนมจะนุ่มเหนียว ในอดีตจะมีส่วนผสมของแป้งสามอย่าง
คือแป้งข้าวจ้าว แป้งข้าวเหนียวและแป้งมัน
แต่ในปัจจุบันก็มีการประยุกต์เป็นสูตรต่างๆ ออกไป
บ้างก็ใส่แป้งท้าว แป้งถั่วเขียว แม้กระทั่งขั้นตอนก็มีการลัดขั้นตอนกันมากขึ้น
โดยเฉพาะในส่วนของบุหลันซึ่งแปลว่าดวงจันทร์
ซึ่งทำจากสังขยาหรือบางสูตรก็เป็นไข่แดงผสมกับน้ำตาล

ขนมชนิดนี้ถึงแม้จะเป็นขนมไทย แต่หลายคนอาจจะไม่รู้จัก
โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ แต่ถ้าลองได้กินสักครั้งแล้วจะติดใจไปกับแป้งเหนียว ๆ นุ่ม ๆ สอดไส้สังขยารสชาติหวาน หอม
แถมสีฟ้าม่วงสดใสชวนให้หยิบมากินเป็นที่สุด

หลังจากได้พยายามลองทำถึงสองรอบ
จจากรอบแรกตัวบุหลันกลมสวยมากๆ แต่ตัวแป้งหรือส่วนที่เป็นเมฆแข็งไปนิด
ทำให้เราต้องลองปรับสูตรใหม่หมด จนมาลงตัวที่สูตรนี้
เพราะตัวแป้งเหนียวนุ่มแม้จะทิ้งไว้ข้ามคืน

งั้นวันนี้เรามาอนุรักษ์ขนมไทยโบราณโดยการทำขนมบุหลันดั้นเมฆทานกันนะคะ




ส่วนผสมตัวขนม

แป้งข้าวจ้าว 1 ถ้วยตวง
แป้งมัน 2 ช้อนโต๊ะ
แป้งท้าว 2 ช้อนชา
น้ำดอกอัญชัน 1 ถ้วยตวง
น้ำมะนาวสำหรับทำสี

ส่วนผสมน้ำเชื่อม

น้ำดอกอัญชัน 1 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วยตวง

ส่วนผสมสังขยา

ไข่แดง 3 ฟอง
น้ำตาลปี๊ป 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น 1 หยิบมือ
ใบเตยหอม 1-2 ใบ


คราวนี้มาลงมือทำกันเลยค่ะ

ขั้นแรกเราต้องนำดอกอัญชันตากแห้งมาผสมน้ำร้อน
สำหรับดอกอัญชันที่ใช้ประมาณ 15-20 ดอกก็พอนะคะ ไม่งั้นสีจะเข้มข้นมากไปหรือไม่ก็เติมน้ำเปล่าให้เจือจางลง
เมื่อสีจากน้้ำอัญชัญออกมา เราก็กรองเอากากออกให้เหลือส่วนของน้ำดอกอัญชันประมาณ 2 ถ้วยตวง


ดอกอัญชันผสมน้ำร้อนเพื่อให้ออกสี จากนั้นนำไปกรองเอาแต่น้ำ

ต่อไปเราก็มาเตรียมในส่วนของน้ำเชื่อม


แบ่งน้ำดอกอัญชันออกมา 1 ถ้วยตวงใส่หม้อตั้งไฟ
จากนั้นใส่น้ำตาลทรายลงไป ตั้งไฟจนเดือดเป็นฟองก็ปิดไฟพักไว้ให้เย็นค่ะ


นำแป้งทั้งสามชนิดใส่อ่างผสม ใช้พายคนให้แป้งพอเข้ากัน 

จากนั้นทำหลุมตรงกลาง เทน้ำดอกอัญชัญที่แบ่งไว้ลงไปทีละน้อย


ใช้มือบีบๆ นวดๆ ให้แป้งจับตัวกันเป็นก้อน จากนั้นนวดแป้งประมาณ 5 นาที
การนวดแป้งจะช่วยให้แป้งทั้งสามชนิดเข้ากันดี การตกตะกอนจะน้อยลง ขนมที่ได้จะมีลักษณะนุ่มเหนียวกว่าไม่นวด
จากนั้นเทน้ำดอกอัญชันที่เหลือลงไปทั้งหมด คนให้เข้ากัน
และสุดท้ายใส่ส่วนผสมของน้ำเชื่อมที่เราเตรียมไว้ลงไปอีกที
พอดีมือเลอะมากเลยลืมถ่ายรูปขั้นตอนนี้ไปค่ะ


เราก็จะได้ส่วนผสมออกสีฟ้าอ่อนๆ ประมาณนี้
ทั้งนี้ทั้งนั้นสีจะเข้มมากน้อยขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของน้ำดอกอัญชันที่เราใช้ด้วยนะคะ

แต่ด้วยความที่ขนมชนิดนี้ตัวเมฆจะต้องประมาณสีฟ้าปนม่วง
เราเลยต้องใช้วิธีการหยดน้ำมะนาวลงไปเพื่อทำการเปลี่ยนสี


บีบน้ำมะนาวลงไปเลยค่ะ


แล้วจะเห็นสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น แป้งจะเปลี่ยนสีทันที


คนๆ ให้เข้ากันจนได้สีที่เราต้องการ จากนั้นนำส่วนผสมแป้งกรองด้วยผ้าขาวบาง
แล้วตั้งทิ้งไว้ 30 นาที แต่ถ้าบ้านใครมีแดดให้นำไปตากแดด 3 ชั่วโมง
หรือไม่ทำแป้งทิ้งไว้ค้างคืน อันนี้เป็นสูตรดั้งเดิม แต่เนื่องด้วยบ้านเราฝนตก
แถมใจร้อนอยากทำเลย สรุปเลยใช้วิธีแรกคือตั้งแป้งทิ้งไว้ 30 นาทีค่ะ

ระหว่างนี้ก็นำนำน้ำเปล่าใส่หม้อนึ่ง 3/4 ของหม้อ
จากนั้นตั้งไฟแรงให้น้ำเดือดพล่าน เรียงถ้วยตะไลลงไปในลังถัง อย่าให้ชิดขอบนะคะ
แล้วปิดฝานึ่งให้ถ้วยตะไลร้อน 10 นาที


นำถ้วยตะไลเรียงใส่ลังถึงนึ่งในน้ำร้อนจัด 10 นาที

ระหว่างนี้เราก็มาทำในส่วนของตัวสังขยาหรือตัวบุหลันนั่นเอง


นำไข่แดง น้ำตาลปี๊ป น้ำตาลทราย เกลือป่นและใบเตยหอมใส่่ภาชนะรวมกัน
จากนั้นขยำส่วนผสมให้เข้ากัน


เติมหัวกะทิลงไป คนให้เข้ากันอีกรอบ


นำไปกรองด้วยตะแกรงตาถี่เอาเศษไข่และกากออกไป

ตอนนี้ถ้วยตะไลของเราก็ร้อนได้ที่แล้ว
นำส่วนผสมแป้งที่เราพักไว้มาคนให้เข้ากัน เพราะแป้งที่ตั้งทิ้งไว้อาจจะเกิดการตกตะกอน
จากนั้นตักขนมหยอดลงถ้วยตะไลอย่างเบามือ แต่รวดเร็ว เพราะขนมจะแข็งตัวเณ้วมาก
ทุกครั้งที่ตักขนมต้องคนด้วยนะคะ


หยอดปุ๊ป จะเห็นว่าเริ่มเปลี่ยนสีตรงกลาง
จากนั้นปิดฝาหม้อนึ่งไปประมาณ 1-2 นาที ห้ามเกินนี้


ยกขนมออกจากลังถึงมาวางไว้ด้านนอกทิ้งไว้สัก 1-2 นาที จะเห็นว่าขนมจะเป็นรูกลวง
แต่เนื่องจากวิธีนี้เป็นวิธีลัดที่ต้องการหลุมกลวงขนาดใหญ่สำหรับใส่ไส้สังขยาได้มากขึ้น
จึงปิดฝาหม้อแค่ 1-2 นาที โดยที่ผิวแป้งรอบนอกจะสุกแต่ด้านในยังมีแป้งที่ไม่สุกค้างเหลืออยู่เป็นส่วนของเหลว
จริงๆ จะนึ่งขนมให้สุกแล้วเกิดหลุมแบบธรรมชาติก็ได้
แต่หลุมที่ได้จะค่อนข้างตื้นใส่ส่วนผสมสังขยาได้น้อยเท่านั้นเอง
สำหรับใครที่ต้องการให้ขนมสุกทั้งหมดโดยไม่ต้องเทแป้งออกก็นึ่งขนมประมาณ 5 นาทีนะคะ


จับถ้วยขนมคว่ำลงไปตามแนวตั้งขนานกับถ้วย ให้ส่วนแป้งที่ยังคงเป็นของเหลวไหลออกมา


เราก็จะได้รูกลวงๆ แบบนี้เลยค่ะ


จากนั้นหยอดสังขยาลงไปในหลุม แล้วนำไปนึ่งต่อ 7 นาที หรือจนกว่าขนมจะสุกขึ้นอยู่กับขนาดของถ้วยตะไลที่ใช้ด้วยค่ะ
การนึ่งในขั้นตอนนี้ต้องใช้ไฟอ่อนเพื่อให้สังขยาไม่ล้นและมีลักษณะเนียนหลังจากนึ่งสุกแล้ว
สำหรับการหยอดตัวสังขยานี่เราก็ประยุกต์เช่นกัน
โดยสูตรดั้งเดิมว่ากันว่าต้องหยอดสังขยาถึง 12 ครั้ง โดยหยอดครั้งละน้อย
แล้วนำไปนึ่ง 2 นาที จากนั้นหยอดใหม่และนำไปนึ่งจนครบ 12 รอบ
สังขยาก็จะค่อยๆ ดันขึ้นมา เหมือนตัวบุหลันหรือดวงจันทร์ดันขึ้นมาทีละน้อยจนเต็มดวง
เลยเป็นที่มาของ บุหลันดั้นเมฆนั่นเอง
แต่เนื่องจากเราขี้เกียจนึ่งนานขนาดนั้นเลยใช้วิธีลัดใส่ทีเดียวเต็มหลุมไปเลย
ตัวบุหลันอาจจะไม่กลมสวยแบบวิธีดั้งเดิม แต่เรื่องรสชาติอร่อยเป็นใช้ได้ล่ะ


หลังจากขนมสุกได้ที่ ตั้งพักไว้ให้เย็นก่อนแกะออกจากถ้วยตะไล


จับมาถ่ายคู่ดอกไม้สักหน่อย ลงทุนไปตัดดอกไม้มาจากหน้าบ้านเลยนะเนี่ย


บุหลันดั้นเมฆพร้อมรับประทาน


กัดไปคำแรก อืมมม...อร่อยจัง

มีโอกาสก็ลองทำทานกันดูนะคะ เป็นการอนุรักษ์ขนมไทยไปในตัว







New entry diary:


Old entry Diary:

Like diary

Facebook
Private comment...to leave a comment press thebelow...


ขนมมาอีกแล้ว เย้ เย้ ดอกไม้ก็น่ารักจังเลยค่ะ แต่เอคุ้นๆ นะคะว่าเคยเห็นที่ไหน อิ อิ ทำให้ขนมดูน่ากินเข้าไปใหญ่เลย ขอหยิบมาก่อน 1 ชิ้นนะคะ (หยิบได้จริงๆ ก็ดีจิ) เอาสูตรไปเก็บไว้ก่อนวันหลังจะลองทำดูบ้าง ขอบคุณจริงๆ ค่ะ สำหรับสิ่งดีดีที่มีมามอบให้กัน ตลอดเลย อิ ฉา คุณจีจังเลยได้กินของอร่อยอีกละ

มล
 03/03/2016 07:11:00

ตะเองนี่มีฝีมือจริง ขอคาระวะ เพราะถ้าเค้าทำขนมมันคงปนกันมั่วอ่ะ อิอิ เค้าชอบกินขนมไทยโบราณมากๆ เวลากินรู้เลยรสชาติจะอร่อยกว่าแตกต่างจากสมัยนี้เยอะ เพราะพิถีพิถันในการทำแต่ละขั้นตอนกว่าจะได้ออกมาเป็นขนมให้เรากิน คนทำต้องใส่ใจและมีฝีมือมากๆเนอะ คนขี้เกียจแถมฝีมือไม่ถึงอย่างเค้านี่คงได้แต่ซื้อกินรึดูรูปไปก่อน 555

ทิพย์
 02/03/2016 18:00:00